VOIGTLANDER HELIAR 50MM. F3.5
LEICA M-MOUNT
เพชร….พริกขี้หนู
By Phana Nagavajara

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ผมได้ไปอ่านรีวิว ของนักรีวิว ระดับอินเตอร์ที่พวกเรารู้จักกันดีท่านหนึ่งเข้า เขาบอกไว้ว่า เลนส์ Voigtlander 50 F3.5 ตัวที่จะนำมารีวิวนี้ มีคุณภาพสูงมาก เขาใช้คำว่า  LEICA APO 50 F2 SUMMICRON ASPH. FLAVOR  กระนั้นเชียว!!!? ผมดูรูปของเขาแล้วก็รู้ทันทีว่ามัน #พิเศษ จริง

แต่…มันจะใกล้หรือจะมีรสชาติของ APO 50 SUMMICRON ASPH. มันจะไม่มากเกินไปหน่อยหรือ แต่อย่างไรก็ตาม ภาพที่เขาโพสไว้นั้น มันก็ทำให้รู้สึกได้ว่าคำพูดของเขา ไม่น่าจะเกินเลย มันกระตุ้นต่อมอยากรู้ ของผมในทันที

จึงเป็นที่มาของ การที่จะต้องหามาพิสูจน์

อย่ากระนั้นเลย ผมรีบโทรหา ดีลเลอร์ใหญ่ของ Voigtlander ร้าน AV Camera ทันที และได้รับการตอบรับ เกื้อหนุน เลนส์ ตัวที่ไว้สำหรับทดลองหน้าร้านส่งมาให้กระผมทดสอบถึงเชียงใหม่ภายในวันเดียว ต้องขอขอบพระคุณมาณ.ที่นี้ด้วย

กล่าวถึงเลนส์ Voigtlander Heliar 50 f3.5 จริงแล้วได้เคยผลิตมาก่อนหน้านี้ ตามข้อมูลของ เว็บไซต์ Camera Quest นั้น ได้แจ้งว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 4 โดยรุ่นที่ 1 ผลิตมาเป็นแบบ collapsible โดยผลิตเป็นLeica Thread Mount และรุ่นต่อมา Version 2 ผลิตออกมาใน Nikon rangefinder Mount และตามมาด้วยรุ่นที่ 3 เป็น nickel Leica Thread Mount (รุ่นนี้กล่าวกันว่า เป็นเลนส์  first nickel leica screw mount 50mm. lenses since 1930) ซึ่งทุกรุ่นที่กล่าวมาล้วนผลิตจำนวนน้อยมากแบบ limited edition ทั้งนั้น

จนมาในปีนี้ Cosina Voigtlander ได้ตัดสินใจผลิตเลนส์รุ่นนี้อีกครั้ง ในแบบ Leica M Mount และใช้หน้าตาเหมือนกับเวอร์ชั่น 2 ที่เป็น Nikon Rangefinder Mount  หรืออีกนัยหนึ่ง คือ Rigid Version ยืดหดไม่ได้ เพราะ 2 ตัวที่เหลือคือเวอร์ชั่น 1 และเวอร์ชั่น 3 เป็น collapsible ยืดเข้ายืดออกได้

Specification

เท่าที่ผมได้ลอง ศึกษาดูพบว่า Cosina Voigtlander ได้ไปนำชิ้นแก้วที่ถูกออกแบบเป็น Concepts ไว้ตั้งแต่ปี  1902 และ 1925 โดยเลือกกลุ่มชิ้นแก้วของปี 1925 ที่ตอนนั้นมีรูรับแสง 4.5 กลับมาทำการออกแบบและผลิต ใหม่โดยเริ่มตั้งแต่รุ่นเวอร์ชั่น 1 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 101 ปี ของ Voigtlander Heliar  เองในปี 2001 และใช้ออพติคอลนั้นมาจนตัวเวอร์ชั่นที่4 ที่กำลังจะรีวิวนี้

 เลนส์ประกอบไปด้วยชิ้นแก้ว 5 ชิ้น แบ่งเป็น 3 Group มุมรับแสงของภาพ 46 องศา มีกลีบชัตเตอร์ 10 กลีบ ที่กลมใช้ได้ โฟกัสใกล้สุด 70 cm ขนาดฟิลเตอร์ 27 mm (อย่าถามผมว่าหาได้ที่ไหน) มีฮูดโลหะ ป้องกันหน้าเลนส์มาให้อย่างดีและฝาปิดหน้าเลนส์เป็น ฝาปิดโลหะเช่นกัน ปิดลงไปบนฮูดเลย รูรับแสง หรี่ลงมาแคบที่สุด ได้ถึง f 22 และน้ำหนักของเลนส์ เพียงแค่ 187 กรัมเท่านั้น สีของเลนส์ ก็อย่างที่เห็นในภาพเป็นดำและเงินในตัวเดียวกัน น่าจะหมดปัญหา ของการที่จะต้องมาแยกว่าเลนส์ตัวนี้จะใส่ในกล้องสีดำดี หรือกล้องสีเงินดีกว่ากัน

เลนส์หน้าตาแปลก แต่ดู Vintage เข้ากับความชอบของยุคที่นิยม Retro พอดี แถมด้วยภาพของชิ้นเลนส์ข้างบอดี้มาด้วย เตือนเจ้าของไว้ตลอดเวลาว่านี่คือสิ่งที่คุณควรภูมิใจ เพราะมันออกแบบมาจะร้อยปีแล้วนะ

รูรับแสง 10 กลีบที่กลมดี วัสดุความแน่นหนายอดเยี่ยม เสียอย่างเดียว รูรับแสงแบบไม่มีคลิ๊กขั้นเอฟ หมุนไปมาเนียนนุ่ม แต่ไม่มีคลิ๊กล๊อค น่าจะถูกใจพวกถ่ายวีดีโอ แต่ไม่ถูกใจพี่โจ้ ที่ต้องหมั่นคอยเขี่ยเชคว่าเอฟเปิดอยู่ตรงไหนแล้ว ตอนถ่ายเสมอๆ

มีดีที่โทนและคม

จริงๆแล้วส่วนตัวเองผมก็ไม่ได้อะไรกับความคมมากมายนัก​ แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่าเมื่อเจอเลนส์ตัวนี้เข้า ทำให้รู้สึกว่าความคม ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการ ข่มขู่มาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้เกิดความรู้รู้สึกดี การคมแบบมีความธรรมชาติสูงทำให้รู้สึกสบายตาดี และก็ทำให้มีเลนส์คมคมไว้เอาไว้ใช้บ้างก็ดี (เพราะปกติผมไม่ชอบพวกแอบคมแต่แข็งๆ ถ้าแบบนี้ไม่ต้องคมมากเสียยังดีกว่า)​

จะกล่าวถึงเรื่องของความคมก่อน​  เลนส์ตัวนี้มีความคมที่จัดอยู่ว่าคมมากแต่เป็นคมแบบธรรมชาติ คมด้วยตัวของมันเองไม่ได้ดันคอนทราส หรือรู้สึกถึงว่าตั้งใจจะดัน sharpness ให้มันดูคมจนเกินจริง มันมาแบบสบายสบายของมัน​ คมด้วยออพติคอลของมันอย่างแท้จริง

อีกเรื่องที่สังเกตได้ง่ายๆว่ามันมาโดยธรรมชาติของมัน​ คือเรื่องความแน่นของเนื้อไฟล์​ ที่แน่นทั้งเรสโซลูชั่น​ แน่นทั้งเนื้อสี ผมอยากจะบอกว่าเรื่องที่กล่าวมาสามารถสังเกตุ​เห็นได้อย่างง่ายดาย​ เพราะมันให้รายละเอียดที่มากกว่าเลนส์ทั่วไปอย่างชัดเจน​ ถึงแม้ว่าเลนส์ที่ใช้ทุกวันจะเป็นเลนส์ชั้นดีแล้วก็ตามก็ยังรู้สึกได้ว่าเลนส์มาใหม่ตัวนี้ให้ค่าของความคมและรายละเอียดที่ดีกว่าเลนส์ที่ผมมีอยู่เกือบแทบจะทั้งหมด​ เรียกอีกอย่างว่ามันให้ค่าที่เกินกว่ามาตรฐานขั้นสูงนั่นเอง

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอยู่​ ไม่ใช่ผมคิดเอง​เห็นเองไปอยู่คนเดียว 

นิตยสาร​ Popular Photography ได้ทำการทดสอบเลนส์ตัวนี้ ตอนที่ผลิตในรุ่นแรกแรกที่ยังเป็น Limited Edition นิตยสารเล่มดังกล่าวกล่าวว่า นี่คือ เลนส์ ที่คมที่สุด ตั้งแต่นิตยสารเคยทดสอบเลนส์สมา (เขียนไว้เมื่อช่วงต้นของ​ คศ.,2000)

บางเว๊บไซต์ก็ว่านี่คือหนึ่งในสามของเลนส์ที่คมที่สุดในโลก…. ก็ว่ากันไป

แต่ก็อย่ามานั่งถามกันเรื่องนี้เลยว่าใครคมไปไหน หรือใครคมกว่ากันให้มันเกิดสาระอะไรขึ้นมา ได้ความว่ามันเป็นเลนส์ ที่คมมากสุดๆในระดับต้นๆ ก็น่าจะพอใจแล้ว

อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าผมไม่ใช่คนอะไรกับความคมมากมาย​ แต่แน่นอนล่ะ เมื่อเลนส์ตัวนี้ มาทำให้ผมรู้สึก ตื่นเต้นขึ้นมาได้มันต้องมีอะไรอะไรมากกว่าแค่คำว่าคมแน่นอน เพราะถึงผมจะชอบคม แต่ไม่ได้เข้าขั้นบ้าคม(พวกคมแข็งๆไม่ได้อยู่ในสายตาผมได้หรอก)​

ก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงอย่างคาด เพราะนอกเหนือจากการรับรู้ถึงความคมแล้ว เราจะรับรู้ถึงสีที่เนื้อแน่นอิ่มตัวอย่างมาก  เรื่องนี้ผมได้ทดลองกับ leica 50 summilux asph. จะเห็นได้ชัดเจนว่า Heliar 50 F3.5 ให้สีที่แน่นกว่า

นอกจากนั้นเรื่องกำลังในการแยกรายละเอียดและคอนทราส Heliar 50 f3.5 มีกำลังในการแยกแยะสูงมาก ส่งผลให้เกิดการแบ่งระดับของโทนออกได้มากกว่าเลนส์ทั่วไปเป็นอย่างมาก (นี่แหละเรื่องหลักของผม)​ ในส่วนนี้รีวิวต่างประเทศถึงกับใช้คำว่า เหนือกว่าพวกที่อยู่ในกลุ่มระดับสูงอยู่แล้วไปอีก

ส่วนตัวผมก็เชื่อตามนั้น

เนื่องจากความแน่นของเนื้อสีและกำลังแยกขยายบวกกับการไล่โทนที่เหนือชั้น กับขนาดที่เล็กและใช้ความสมดุลยอดเยี่ยมเมื่อประกอบกับกล้อง Leica M สงผลให้เลนส์ F3.5 ที่ไม่น่าจะถ่ายยามคำคืนได้เลย กลับกลายเป็นเลนส์ถ่ายกลางคืนที่ยอดเยี่ยม อย่างน่าอัศจรรย์ใจ รูปที่ดีส่วนใหญ่ของผมจากเลนส์ตัวนี้ ได้มาจากตอนกลางคืนก็มาก โดยที่ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องเลย ถึงแม้ ISO จะถูกดันไปจนสุดที่ผมตั้งออโต้ ISO ไว้ ของกล้อง leica M-P 240 (ที่ ISO 3200) แต่มีความน่าตกใจที่การให้โทนในยามค่ำคืนนั้น สวยงามมาก และน๊อยซ์ถึงแม้จะมี ก็ไม่ปรากฏมารบกวนมากเท่่าเลนส์บางตัวที่ไม่เก่งการให้ภาพกลางคืน

ทั้งนี้น่าจะมาจากความแน่น ของเนื้อ ที่มันบีบอัดมาได้ จึงทำให้เนื้อแน่น จนไม่รู้สึกว่า มีน๊อยซ์ มากวนเยอะ

ผมได้รูปพระ ในวัดอุโมงค์เถระจันทร์ พระในพระอุโบสถ เป็นสีดำและทอง ปกติแล้ว คนถ่ายพระสีทอง จะทราบกันดีว่า ช่วงที่ไฟส่องสะท้อน ยากนักที่จะเก็บ โทนสีทองให้ได้ดี และยิ่งแล้วใหญ่ในพระที่เป็นสีดำ การให้โทนสีดำที่ลึกได้เงาที่ดี และยังมีรายละเอียด สีขาวหรือทองไฮไลท์ ที่ยังมีรายละเอียดเช่นเดียวกัน นั้นยากเหลือเกิน แต่เลนส์ ตัวนี้ ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่มีอะไรยากเลยนี่นา!!!!

เป็นเลนส์ที่เก็บโทนขาวไว้ได้ดี และให้สีดำที่ลึกกว่าและไม่จมและยังคงรายละเอียดของโทนขาวดำได้ดี แถมมีการแบ่งแยกรายละเอียดของทุกช่วงโทนได้มากกว่าจริงๆ

ทางด้านจุดที่ผมเองเฉยๆกับเลนส์ตัวนี้มีอยู่สองสามอย่างคือ

การละลายหลังของเลนส์ ถ้าเป็นในระยะ Portrait เลนส์ละลายหลังที่ ยังไม่ถึงกับว่าถูกใจคอหลังเบลอนัก คือออกแนวตรงไปตรงมา ซึ่งถ้าคนชอบตรงไปตรงมา ก็คงจะต้องเรียกว่าดี แต่ถ้าจะเอาหลังละลายสวยต้องเป็นวัตถุเล็กๆที่ถ่ายใกล้หน่อยเช่นเด็กหรือสัตว์เลี้ยงอย่างคุณน้องหมานี่ใช่เลย ความชัดตื้นก็ไม่บางเกินไปด้วย

แถมคมสบายขนน้องหมามานุ่มแยกเส้นสวยเลย แต่ถ้าตามสมัยนิยมที่เขาชอบหลังมุ้งมิ้ง หรือ ละลายเยอะๆ ก็อาจจะมองว่าเลนส์ตัวนี้อาจไม่เข้าทาง  

ทุกครั้งที่ผมถ่ายรูปบุคคลด้วยเลนส์ตัวนี้ ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นเลนส์ที่ใช้ถ่าย ในสตูดิโอ น่าจะเหมาะสมมาก และให้รายละเอียดได้ถึงระดับสุดยอดทีเดียว หลายรูปที่ได้มา ไม่เหมือนรูปที่ใช้กล้อง 35 mm ด้วยความแน่นเนื้อแน่นสี ทำให้รู้สึกหลายครั้งว่า นี่เราใช้มีเดียมฟอร์แมทถ่ายหรือนี่ เป็นอย่างนั้นจริงๆ อ้าว นี่จะว่าสิ่งที่ไม่ชอบ ใปดันเขียนกลับไปในสิ่งที่ชอบอีกเรื่องจนได้ เอาเป็นว่าเรื่องที่ไม่ชอบคือหลังที่เล่นกับ การถ่าย Portrait ตรงไปตรงมาเกินไป

อีกเรื่องหนึ่งคือ การหรี่รูรับแสง ลงไปจนเกิน 5.6 ไม่ได้ทำให้เลนส์คมขึ้น แต่ประการใด ดูจาก chart Test ของ เว็บไซต์ดังแห่งหนึ่งที่มีเครื่องมือทดสอบ จะเห็นว่า เลนส์​ตัวนี้ความคมสูงที่สุดอยู่ที่ เอฟ 5.6 ขณะที่ เอฟ 8 กลางภาพเริ่มตกลงแต่ขอบดีขึ้นเล็กน้อย เลยไปกว่า เอฟ 8 คุณภาพเริ่มตกลงเพราะ Diffraction

เรื่องสุดท้าย ที่ผมตำหนิคือ รูรับแสงไม่มีล๊อคแบ่งระหว่างเอฟ คือจะหมุนฟรีได้ตลอด เหมือนเลนส์ถ่ายวีดีโอเสียมากกว่า บ่อยครั้งที่ทำให้ F เคลื่อนไปยังค่ารูรับแสงอื่นที่เราไม่ได้ตั้งค่าไว้ โดยตอนเราหมุนโฟกัสมือไปโดน ทำให้ค่ารูรับแสงเปลี่ยนไป

สรุปกันเลยว่า นี่คือเลนส์ตัวเล็กที่เผ็ดเป็นพริกขี้หนู เด่นสุดๆในการให้โทน ที่ยากจะหาเลนส์ตัวไหนเสมอเหมือน เรื่องความคม คมจริง คมมาก ผมหายืมบอดี้ SonyA7r III เพื่อลองกับกล้องเรสโซลูชั่นสูงๆ ผลที่ได้น่าตกใจมากๆ ไม่แปลกใจที่บางเว๊บไซด์ให้เป็นเลนส์คมที่สุดในโลก(ก็ว่ากันไปอีกแล้ว)​

งานบอดี้ทำได้ปราณีตมากๆ รูปร่างหน้าตา ก็แล้วแต่ใครชอบใครไม่ชอบ

แต่ยืนยันได้ว่าเป็นเลนส์ขนาดเล็กเบาที่น่าหามาเก็บไว้เสริมทัพอีกสักตัวเป็นที่สุด เพราะสิ่งที่เขาทำได้ เป็นสิ่งที่ ไม่ได้พบเห็นบนเลนส์ที่มีในท้องตลาดทั่วไปง่ายๆเลย เลนส์ที่เป็นเพชรเม็ดเล็กในทางของตัวมันเองโดยไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน…แถมไม่แพง…. พี่โจ้รีวิวแนะนำ

สุดท้าย.. เกือบลืม.. มันมีกลิ่น รสชาติ​ของ APO SUMMICRON ASPH. จริงหรือ…?

คำตอบคือ…จริง..ในด้านความคมความแน่นสีอิ่มตัว..ความสะอาดใส….การจำแนกโทนขั้นสุดยอดแถมด้วยการไม่ตกหล่นของโทนมืดโทนสว่าง… คือสิ่งที่หาไม่ได้ในเลนส์ทั่วไป(มีความพิเศษจริงๆ)​

แต่ถ้าถามเรื่องความสมบูรณ์​พิศุทธ์..พร้อมทุกด้าน ดีไปทุกอย่างรอบตัวยกให้  APO 50 SUMMICRON ASPH. เขาไปเถอะครับ ก็ราคามันเกินกว่า Heliar ตัวนี้ไปสิบห้าเท่าตัวเท่านั้นเองนี่ครับ…

สุดท้ายของสุดท้าย… ผมดีใจอยู่อย่างหนึ่งที่เลนส์ตัวนี้ผมไม่ต้องส่งคืนตัวแทน เพราะภรรยาผมโอนเงินคืนตัวแทนไปแทนผมแล้ว.. ขอขอบคุณมา ณ.ที่นี้อีกทีครับ… จบ

ตัวอย่างรูป

ภาพทั้งหมดของรีวิว ถ่ายด้วย leica m-p
และ (Sony A7RIII จะระบุไว้ใต้ภาพ)

With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P
With Leica M-P

From Sony A7 RIII


Heliar 50mm. F3.5 With Sony A7 RIII
With Sony A7 RIII
With Sony A7 RIII
2017-12-20T15:45:06+00:00